Applied jobs like a Marketer (1)

posted on 01 Dec 2009 22:31 by markethink  in Marketing

เราคือสินค้า HR คือผู้ซื้อ

 

คือหลักการคิดที่ง่ายที่สุด ของการคิดที่จะสมัครงานกับองค์กรแห่งใดแห่งหนึ่ง

ต่างเพียงแต่...มันไม่มีห้างสรรพสินค้าที่มีคนอยู่จำนวนมากให้ HR ไปเลือกจับจ่ายและชอปปิ้ง...

 

และแน่นอน สินค้าทุกชนิด ถ้าให้ดีต้องมี แบรนด์

ต่อไปนี้ ผมจะมาเปิดมุมมองใหม่ของการสมัครงานให้ดูกันนะ

หมายเหตุ : อาจจะมีศัพท์ที่ใช้ในแผนการตลาดบ้าง สำหรับใครที่ไม่เคยเขียนแผนการตลาดมาก่อนอาจจะย่อยยากนิ๊ดซ์

ก่อนอื่นนก่อนจะสมัครงานเลย อันดับแรก เราต้องมาทำการ วิเคราะห์ตลาด กันเสียก่อนเนอะ

เริ่มต้นด้วย Market & Situation analysis

PESTเคยได้ยินกันไหมครับ ? การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก อันประกอบไปด้วย

 

            P-Politics : การเมืองและกฎหมาย เอาล่ะช่วงนี้ รัฐบาลมีการออกนโยบายสนับสนุนการให้คนกรุงเทพ มีงานทำกันหรือเปล่า มีการกระตุ้นภาครัฐหรือเอกชนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันจะทำให้ตำแหน่งงานที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า, กฎหมายในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นแค่ไหน และกฏหมายแรงงานว่า ว่าไงบ้าง อันนี้ต้องศึกษาให้ดี

 

            E-Economics : โคตรจะสำคัญ อัตรา GDP ของเราตอนนี้เป็นยังไง ภาวะการส่งออกดีหรือเปล่า ถ้าดีบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกอาจจะมองหาโอกาสทางธุรกิจขยายกิจการและต้องการคนเพิ่ม

เอ่า ช่วงนี้อเมริกาเกิด Crisis ทำให้เทคของจากเราน้อยลง บริษัทที่ส่งออกไปอเมริกาสะดุดหรือเปล่า ขายน้อยลงต้อง lay off พนักงานหรือเปล่า ขืนเจ๋อไปสมัครตอนนี้ก็ตกงานเด่ะ ขนาดคนที่ทำงานอยู่ยังร้อนๆ หนาวๆ เลย แล้วอัตราการว่างงานละ ?? ความเชื่อมั่นของคนในประเทศเราล่ะ ?? Private consumption ล่ะ ??

 

            S-Social : สังคมเอาละ ตอนนี้เทรนด์ตลาดกำลังมาทางไหน ถ้าเป็นยุคก่อนปี 40 ที่ Finance ดังๆ ละก็ โอโห เรียน การเงินจบมาเหอะ มีงานทำ....เอาแล้วปัจจุบันล่ะ ?? จากสภาวะสังคมตอนนี้ อาชีพที่ยังคงได้รับความนับถือก็คือ แพทย์ แต่ว่า ภาคธุรกิจล่ะ ?? แนวโน้มตอนนี้ทางสังคมกำลังแห่กันไปเรียน บริหารธุรกิจที่ทุกมหาลัยเปิดมากขึ้นหรือเปล่า ??

เอ้ามีอีกๆ ปีนี้ประชากรเกิดเยอะหรือน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ?? สมมติ ปีที่แล้วเกิด 3 ล้าน บัณฑิตจบสาขาเดียวกับเรา 3 หมื่น แต่ปีนี้คนเกิดเยอะกว่าเดิืมเป็น 5 ล้าน ถ้าตามสัดส่วนก็น่าจะจบสายเดียวกับเราเพิ่มขึ้น 5 หมื่น เอ้า แล้วปีที่แล้วที่จบมาสามหมื่นอ่ะ ได้งานแค่ 10% แล้วปีนี้จะเหลือเรอะ ?? เอ่างี้ บัณฑิตคณะบริหารก็จบมามากขึ้นเด่ะ ?? ชิบหายละ การแข่งขันสูงขึ้นเด่ะ ?? แล้วทำไงอ่ะ ?? คิดต่อเด่ะคับพี่น้องคับ

 

            T-Technology : เทคโนโลยี อันนี้ดูเหมือนสายเทคนิคนะ แต่ไม่ใช่ !! มันก็คือ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น การสมัครงาน Online แล้วSocial Network Marketing ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ล่ะ ? มันได้ประโยชน์อย่างไรในการสมัครงาน ?? มันทำให้เราเข้าถึงคนได้หมายขึ้น อันหมายถึง รู้จักกับคนในบริษัทที่เราสนใจ เพื่อสืบข้อมูล insight ด้านภาวะต่างๆ ของบริษัทนั้นได้หรือเปล่า ??

 

 

 

 

Market Analysis

การวิเคราะห์ตลาด ซึ่งก็คือ ตลาดแรงงาน และ ตลาดหางาน จริงๆ มีลึกกว่านี้ แต่อยากให้วิเคราะห์แค่ว่า สภาวะการแข่งขันของตลาดมีสูงหรือน้อย ?? ในปีนี้ บัณฑิตจบใหม่มีกี่คน ?? อำนาจการต่อรองระหว่างตัวเรา และ บริษัทที่เราไปสมัครมีมากแค่ไหน ?? คู่แข่งของเราปีนี้เป็นไง ?

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ บัณฑิตที่จบปี 2553จะได้รับผลกระทบจากคนที่จบแล้วเรียนต่ออังกฤษ กันใหญ่ เนื่องจากสภาวะการหางานที่ยาก ทำให้ นอกจากจะต้องแข่งกับเพื่อนร่วมรุ่นแล้ว ยังต้องแข่งกับ บัณฑิตที่เพถิ่งจบโท อังกฤษ มาอีก !! แต่ถ้าเรามีคุณภาพดี จบที่ดี เกรดดี สาขาดี ความสามารถรอบด้านดี ก็สบาย อ่อ ใช้การวิเคราะห์ (Five force Model) ช่วยเหลือในการวิเคราะห์สภาวะตลาดแล้วกัน

 


 

 

 

SWOT Analysis – การวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน


 

Strenght : คือจุดแข็งของเราที่คิดว่า มีดีกว่า นักศึกษาคนอื่น ! (ทุกคนมีดี ทุกคนสร้างจุดแข็งได้ หาให้เจอก็พอ) จริงๆ เราควรจะหาให้เจอเพราะขั้นตอนต่อไปคือการหยิบจุดแข็งของเราขึ้นมาชูให้ HR จดจำได้ตรึงจุดแข็ง อันจะนำมาซึ่ง Positioning ของตัวเรา เช่น จุดแข็งของเราคือ การเรียนรู้เร็ว ดังนั้น เราจะใส่ใน RESUME ว่าเราเป็น Proactive & Fast-Learner Marketer ! เท่ห์เปล่าละ

 

Weakness : จุดอ่อนที่เราด้อยกว่าคนอื่น (เกรดเหรอ ?, กิจกรรมทำน้อยกว่า?, หน้าตาแย่กว่า?) เราต้องพยายามหาทางเลี่ยงการพูดถึงจุดอ่อน หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนจุดอ่อนของเราให้เป็นจุดแข็งได้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าจุดอ่อนเราึคือ เกรดเฉลี่ย 2.75 ซึ่งพอดีกับเกรดขั้นต่ำที่เค้าต้องการ ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเสริมเพิ่มมาตรงนี้ คือ การชูเรื่องกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ และชูขึ้นมาในเรื่องความคิดที่หลากหลายและสร้างสรรค์ มาแทนผลของการเรียนอันเกิดจากการท่องจำ

 

Opportunity : โอกาสที่เกิดขึ้น (การหา Opportunity ต้องคิดเสมอว่า มันเป็นผลกระทบจากภายนอกที่ทำให้เกิดโอกาสในการได้งานของเรา รวมไปถึง คู่แข่งของเราคนอื่นๆ ด้วย ! ex.เช่น ช่วงนี้บริษัทกำลังต้องการผู้มีความสามารถด้านวิศวกรรม เพราะเทรนการขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดโอกาสแก่เด็กวิศวะทุกหมู่เหล่า) ตรงนี้ถ้ามองเห็นโอกาส อย่าช้า รีบไปหาความรู้หรือองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ซะ

 

Threats : อุปสรรค ตรงข้ามกับ Opportunity เลย เช่น Hamburger Crisis ที่ทำให้เรา ชิบหายทุกหมู่เหล่า หรือไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของการส่งออกก่อให้เกิดการชะลอตัวในยอดขาย ส่งผลต่อ กำไรน้อยลง จึงต้องลด Cost ด้วยการลด size หรือว่าอุปสรรคในแง่ของ ภาวะความผันผวนทางการเมือง บลา บลา บลา....

 

 

 

 

เอาล่ะ ส่วนของการวิเคราะห์หมดลงแล้ว ต่อไปสำหรับตอนหน้าเรามาต่อกันในส่วนของกลยุทธ์ที่เหลือกับ STP Segmentation Targeting และ Positioning รวมไปถึง กลยุทธ์ Marketing Mix 4P’s ของเราด้วยครับ

edit @ 1 Dec 2009 22:37:14 by Born2Bee

Jobs fair

posted on 22 Oct 2009 14:59 by markethink

เห็นผมจั่วหัวอย่างนี้ ไม่ได้ประชาสัมพันธ์มหกรรมการหางานแต่อย่างใดนะพี่น้อง...

แต่ผมมีมุมมองเรื่อง jobs fair ต่างออกไป

ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนเคยต้องไปเหยียบงานนี้ซักครั้ง ในมือขวาถือ Resume มือซ้ายถือโบรชัวร์ ในกระเป๋ามีรูปถ่าย จิตใจสอดส่องหาสถานที่ที่เหมาะสมกับการเติบโตและก้าวหน้าในอนาคตการงานของเรา

แต่รู้ไหม ผมว่านะ...

การสมัครงานที่ jobs fair โอกาสที่จะได้งาน มีน้อยกว่าการยื่น ใบสมัครโดยตรงซะอีก

คุณเชื่อผมไหมล่ะ ??

มาคิดกันเล่นๆ ดีกว่า.....สมมตินะครับสมมติ  สมมติเป็นนักศึกษา

เป้าหมาย : ได้งานดีๆ กับบริษัทดีๆ เงินเดือนดีๆ ชื่อเสียงดีๆ
สิ่งที่พกติดตัวไปด้วย : Resume ถ้าไม่มี ก็กรอกใบสมัครตรงนั้นก็ด้ะ
เมื่อเข้าไปถึง Jobs fair สิ่งแรกที่จะทำ: มองหาบริษัทในดวงใจ แล้วเดินไปที่ Booth นั่นก่อน
สิ่งถัดมาละ : วาง Resume ให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ใครเรียกก็เอาก่อนละวะ)

สมมตินะครับสมมติ  สมมติผมเป็นHR

เป้าหมาย: เอาวะ เสียเงิน เสียแรงงาน เสียเวลามาจัดบู๊ททั้งที อยากได้พนักงานดีๆ มีเกรดสวยๆ ซัก 3 ขึ้น มหาลัยดังนิดๆ จบมาตรงสาย กิจกรรมพอได้
ถ้าไม่มีเข้าข่ายเลยละ ?? : งั้นขอเก็บ RESUME กับใบสมัครไว้เผื่อมีตำแหน่งว่างๆจะได้พิจารณาในโอกาสหลังละกัน

เอาละ สมมติว่านักศึกษาทุกคน และ HR ทุกท่านคิดตรงกัน

นั่นหมายความว่า บริษัทดังๆ จะถูกหย่อนด้วย Resume จำนวนมหาศาล จากความหวังของนักศึกษาหลายคน แต่ในขณะที่บริษัทเล็กๆ จะถูกหย่อน Resume ในฐานะตัวสำรอง หรือ Resume เหลือแต่ไม่อยากทิ้งลงถังขยะก็ทิ้งมันที่กล่องรับสมัครละกัน

จากสภาพดังกล่าวนี่คือชีวิตของ นักศึกษาเกรด 3 up มหาลัยดี กิจกรรมเด่น

เมื่อวานบริษัท xxx โทรมาละ นัดให้ไปสัมภาษณ์ โห่ แต่เราว่ายังบริษัทนี้ไม่โดนอ่ะ ไม่อยากทำที่นี่ทำไหร่หรอก แต่อ่ะไหนๆ ก็ไหนๆ โทรมาเป็นที่แรกก็ไปหน่อย แต่รู้ไหม 2-3 วันถัดมา บริษัท yyy โทรมาเรียกด้วยละ โห สุโค่ยยย ต้องไปให้ได้ นี่วันนี้มาอีกละ บริษัท zzz ใหญ่พอๆ กัน เอาเป็นว่า สัมภาษณ์ให้หมดก่อนละ ที่ไหนเรียกค่อยว่ากันทีหลัง (เพี้ยง !! ขอให้ yyy รับด้วยเถ๊อะ ++)

มาดูชีวิตของ HR กันบ้าง

ฉันเดินกลับบริษัทพร้อมกับ Resume นับพัน !! แมร่งเงินเดือนก็ไม่เยอะ เวลาก็ไม่มี OT ไม่ได้ เอาวะ ต้องมีสกรีนซักหน่อยจะได้เหลือน้อยๆ เริ่มจาก เกรด กับ มหาลัย มันนั่นแหล่ะ ใครต่ำกว่า 3 ทิ้งโลด !!

ต่อไปโทรนัดสัมภาษณ์ทีละคนเนี่ยแหล่ะ....รอบแรกผ่านไป รอบสองผ่านไป

สัมภาษณ์มาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายละ เอาวะ กุเอาคนนี้ชัวร์ๆ

“ฮัลโหล น้องลุง เหรอคะ (อินเทรนด์มะ) ยินดีด้วยนะคะ พี่เลือกน้องเข้าทำงานแล้ว น้องรบกวนมาเซ็นสัญญาวันจันทร์หน้าด้วยนะคะ”

“เอ่อ....พี่ครับ คือ ผมได้งานเป็น วิศวกร ที่ BTS แล้วละครับต้องขอโทษด้วยครับ”

ผ่างงงง !!! ในวินาทีสุดท้าย มันดันไปเลือกบริษัทที่ใหญ่กว่า....ชิบหัยละ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน แล้วไอคนที่เราไม่เลือก ให้ตกไปรอบๆ แรกๆ มันคงไปได้ที่อื่นละ .....ไม่เหลืออะไรเลย.....

เจ๊งครับ เจ๊ง

ถ้างั้น แล้วผมว่า Jobs Fair เนี่ย มันมีนัยยะยังไงล่ะ ??

ตามมุมมองของผม ถ้าให้ผมแนะนำนักศึกษาที่กำลังจะเดินไป Jobs Fair นั้น จง “อย่าคาดหวัง” กับการถูกเรียกสัมภาษณ์และรับเข้าทำงาน เนื่องจาก ถ้าน้องไม่โดดเด่นจริงๆ แล้วละกัน มันยากมากที่บริษัทจะเลือกเข้าทำงาน เพราะแน่นอนว่า เกือบทุกคนจะได้หย่อน Resume ลงไปยังบริษัทชื่อดัง การแข่งขันก็สูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงภายในที่บริษัท เกิดเปลี่ยนใจไม่รับพนักงานเนื่องด้วย Economic downturn อีก

ผมว่าส่วนใหญ่ที่หลายองค์กรมาปรากฎตัวเองให้เห็นใน jobs fair นั้น มาเพื่อทำ “Corporate Marketing” มากกว่าครับ มาทำให้เรารู้จักบริษัทของเค้า ว่าทำอะไร มีอะไร 

สำหรับองค์กรที่โด่งดังอยู่แล้ว อาจได้เพิ่มในเรื่องของส่วน Branding และ ค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จต่อการที่จะได้นักศึกษาคุณภาพ เพราะอะไร?? เพราะพวกเค้าเหล่านั้น ที่ Corporate Brand ที่ดีในฐานะ “Employer” ไงครับ

ฉะนั้นแล้ว พูดง่ายๆ ว่า Job fair ในยุค Economic Downturn อย่างนี้ มีแนวโน้มที่จะใช้เป็นการ “ประชาสัมพันธ์องค์กร” มากกว่า “หาพนักงาน” และใช้เก็บ “ข้อมูล” ของนักศึกษาที่มี Potential มากกว่าครับ

สรุปแล้ว การที่จะสมัครงานหรือหางานดีๆ ซักแห่งทำ การ Walk-in เข้าไป มีแนวโน้มที่จะได้งานทำมากกว่า การหย่อน Resume ใน Jobs Fair ครับ เพราะมันแสดงให้เห้นถึง Intension ในการจะเข้าทำงานมากกว่า อีกทั้ง เรายังสบายใจในการเลือกองค์กรที่เราชื่นชอบอีกด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ “โชค” และ “จังหวะ” ก็สำคัญไม่แพ้กันในการหางาน

ตอนหน้าจะมาพูดถึง วิธีใช้หลัก Marketing ในการสมัครงานกันครับ

ทฤษฎี 80:20

posted on 22 Oct 2009 10:44 by markethink  in Marketing
เคยได้ยิน ทฤษฎี 80:20 ไหมครับ ?

มันเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์คิดค้นโดย วิลเฟรดโด พาเรโต  (Vilfredo Pareto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อปี 1906
หน้าตาแบบนี้ครับ >>>>   

 
มันมีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Pareto principle,the law of the vital few,the principle of factor sparsity

ในทางธุรกิจเรียกกฎนี้ว่า "Rule of Thumb"

กฎ 80: 20 นี้ กล่าวว่า

ผลลัพธ์เกือบ 80 % มักเกิดมาจากสาเหตุ 20%

มันถูกเอาไปใช้และตีความอย่างหลากหลายในแง่มุมต่างๆ ของโลก อาทิ เช่น

ในแง่เศรษฐศาสตร์ :
รายได้ของประเทศ กว่า 80% ถูกสร้างโดยประชากรเพียง 20%

ในแง่ธุรกิจ :
สินค้าเพียง 20% จากสินค้าทั้งหมดของบริษัทเรา จะผลิตยอดขายให้บริษัทได้มากถึง 80%

ในแง่การตลาด :
ลูกค้า 20 % จากลูกค้าทั้งหมดของเรา จะสร้างทำยอดขายให้กับเราได้มากถึง 80%

ในแง่ Sales:
และ 80% ของยอดขายเหล่านั้น จะมาจาก 20% ของพนักงานขายทั้งหมด

ในแง่ Supply Chain:
ชนิดสินค้าของบริษัทเพียง 20% จะกินพื้นที่ใน warehouse สูงถึง 80%

ในแง่ จัดซื้อ:
80% ของชนิดสินค้าที่เราผลิต วัตถุดิบจะมาจาก 20% ของ supplier ทั้งหมดที่บริษัทใช้งานอยู่

ในแง่ Manufacturer:
20% ของพนักงานโรงงานทั้งหมด จะผลิต 80% ของยอดผลิตทั้งหมด

ในแง่ HR:
20% ของพนักงานทั้งหมดจะเป็นผู้ก่อปัญหา 80% จากปัญหาทั้งหมด
(ในบางแห่ง 20% ของพนักงานทั้งหมด มีเงินเดือนเท่ากับ 80% ของเงินเดือนที่บริษัทต้องจ่าย)

ในแง่ บริหารการทำงาน :
จากงานทั้งหมด มีเพียง 20% ของงาน จะกินเวลาการทำงานและมีส่งคุณค่าต่อเรามากถึง 80% จากงานทั้งหมด

แม้กระทั่งเรื่อง computer:
ฟังก์ชั่นทั้งหมดในโปรแกรม (เช่น photoshop,Excel etc.)เพียง 20% จากทั้งหมด จะถูกใช้งานมากกว่า 80% ของงานชิ้นนั้น

หรือกระทั่งจิตวิทยา :
คนที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเราทั้งหมด มีเพียง 20% เท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อเรามากถึง 80% ของอิทธิพลทั้งหมดที่เราได้รับมา

แม้กระทั่งความรัก :
สิ่งดีๆ ที่เราทำให้คนที่เราชอบ จะมีเพียง 20% จากทั้งหมด จะเป็น 80% ของเหตุผลที่ทำให้คนนั้นตอบตกลงคบเป็นแฟนกับเรา

มหัศจรรย์ดีแท้....

หนังสือการจัดการบริหารหลายเล่ม ต่างสอนให้เรา รู้จักจัดการ และ Focus กับ 20% ของกิจกรรมในการทำงาน ที่ส่งผล 80% นั้น โดยจัดให้มันเป็นลำดับความสำคัญแรก (First Priorities)

แต่ต้องไม่ลืมอีก 80% ที่เหลือ เพื่อความสมบูรณ์ที่สุด
...........
........
.....
...
..
.
ทีนี้มาดูมุมมองของผมบ้างครับ ผมอยากจะมองกฏนี้แบบห่ามๆ ตามมุมการตลาด

จากตลาดทั้งหมด
20% คือ Premium Segment และ อีก 80% คือ Mass segment

เพราะโลกใบนี้ 20% คือ คนมีการศึกษาสูง และอีก 80% คือคนมีการศึกษาน้อย
ทำให้ประชากรของเรา 20% รวย และอีก 80% จน

(นั่นเป็นอีก 1 เหตุผลว่าทำไมพรรคการเมืองบางพรรคต่อให้โกงแค่ไหนก็ยังชนะ, ธุรกิจ MLM แฝงผลประโยชน์บางประเภทถึงเติบโตอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน, ประเทศกว่า 80% ถึงยังเป็นแค่ developing และ underdeveloped มานานกว่าร้อยปี)

ผู้มีการศึกษาสูงกว่า ย่อมมีความ sophisticated มากกว่า Complexity มากกว่า
ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของตลาด Premium

ผู้มีการศึกษาสูงกว่ามักมีเรื่องของ Emotionalกว่า 80% มาใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า
ในขณะที่ตลาด Mass จะเน้น Functional ในการตัดสินใจถึง 80%
ซึ่งก็ตรงกับเทคนิคการทำการตลาดของตลาด Mass เช่นกัน

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ตลาด Mass จึงมียอดขาย และ ขนาดตลาดใหญ่กว่า ตลาด Premium ... ชนิดที่ ตลาด Premium ไม่มีวัน Beat ตลาด Mass ได้ เมื่อคิดเฉพาะในตลาดนั้นๆ

80% ของ Marketshare คือ สินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม Mass ไม่ว่าจะ Economy-Mass, Mass หรือ Mass-Premium

(แต่พี่น้องครับ อย่าเทียบกันข้ามตลาดนะครับ ตลาดรถยนต์ก็เทียบตลาดรถยนต์ ตลาดเครื่องเพชรก็เทียบกับตลาดเครื่องเพชร อย่าเอามาเทียบกับ ตลาดชาเขียวให้ปวดตับเล่นละ)

นั่นหมายความว่าไง ??

ผู้ที่ทำสินค้าให้ Mass ได้มากกว่า ย่อมที่จะครอง Marketshare ได้มากกว่า


แล้วสมมติว่าเรากำลังทำการตลาดให้สินค้า Mass กันอยู่

ผมอยากเหลือเกินที่จะแย้ง แนวคิดกลยุทธ์การตลาดอีกข้อนึงในการทำสินค้า Mass นั่นคือ... Premiumisation การทำให้คนหันมาใช้สินค้า พรีเมี่ยมมากกว่าเดิม

โอเคใช่ Premium กว่าเดิม ดูดีกว่า,เจ๋งกว่า,คุณภาพดีกว่า,สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า เพราะราคาสูงกว่า...

แต่คุณกำลังจะทำให้สินค้าของคุณ เริ่ม "ไม่มีความเกี่ยวข้อง (Relevancy)" กับกลุ่มลูกค้า Mass เดิมๆ ของคุณหรือเปล่า ??

โฆษณาของคุณ Emotional มากเกินไปเปล่า ??

80% ของแผนกิจกรรมการตลาดของคุณ พยายามที่จะทำในสถานที่ที่มัน Premium ที่มีกลุ่มลูกค้าของคุณอยู่แค่ 20% มันเมคเซ้นส์หรือเปล่า ??

คุณเป็นนักกลยุทธ์การตลาดของสินค้าชื่อดังได้เพราะคุณมีการศึกษาสูง และคุณคิดค้นแผนการตลาดให้กับสินค้า Mass ที่คุณดูแลอยู่ แต่ความคิดของคุณเป็นเพียง 20% ของประชากรทั้งหมดของประเทศหรือเปล่า ??

ไม่รู้ซินะ

ลองคิดแผนการตลาดเพื่อ 80% ของตลาดดูบ้าง คงไม่เสียหายอะไรนิ...............




[credit ข้อมูล Pareto principles :http://iamia.wordpress.com/ และ wikipedia.com]

edit @ 22 Oct 2009 10:49:37 by Born2Bee

edit @ 22 Oct 2009 10:51:19 by Born2Bee