Applied jobs like a Marketer (1)
posted on 01 Dec 2009 22:31 by markethink in Marketing“เราคือสินค้า HR คือผู้ซื้อ”
คือหลักการคิดที่ง่ายที่สุด ของการคิดที่จะสมัครงานกับองค์กรแห่งใดแห่งหนึ่ง
ต่างเพียงแต่...มันไม่มีห้างสรรพสินค้าที่มีคนอยู่จำนวนมากให้ HR ไปเลือกจับจ่ายและชอปปิ้ง...
และแน่นอน สินค้าทุกชนิด ถ้าให้ดีต้องมี “แบรนด์”
ต่อไปนี้ ผมจะมาเปิดมุมมองใหม่ของการสมัครงานให้ดูกันนะ
หมายเหตุ : อาจจะมีศัพท์ที่ใช้ในแผนการตลาดบ้าง สำหรับใครที่ไม่เคยเขียนแผนการตลาดมาก่อนอาจจะย่อยยากนิ๊ดซ์
ก่อนอื่นนก่อนจะสมัครงานเลย อันดับแรก เราต้องมาทำการ วิเคราะห์ตลาด กันเสียก่อนเนอะเริ่มต้นด้วย Market & Situation analysis
PEST – เคยได้ยินกันไหมครับ ? การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก อันประกอบไปด้วย
P-Politics : การเมืองและกฎหมาย เอาล่ะช่วงนี้ รัฐบาลมีการออกนโยบายสนับสนุนการให้คนกรุงเทพ มีงานทำกันหรือเปล่า มีการกระตุ้นภาครัฐหรือเอกชนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันจะทำให้ตำแหน่งงานที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า, กฎหมายในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นแค่ไหน และกฏหมายแรงงานว่า ว่าไงบ้าง อันนี้ต้องศึกษาให้ดี
E-Economics : โคตรจะสำคัญ อัตรา GDP ของเราตอนนี้เป็นยังไง ภาวะการส่งออกดีหรือเปล่า ถ้าดีบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกอาจจะมองหาโอกาสทางธุรกิจขยายกิจการและต้องการคนเพิ่ม
เอ่า ช่วงนี้อเมริกาเกิด Crisis ทำให้เทคของจากเราน้อยลง บริษัทที่ส่งออกไปอเมริกาสะดุดหรือเปล่า ขายน้อยลงต้อง lay off พนักงานหรือเปล่า ขืนเจ๋อไปสมัครตอนนี้ก็ตกงานเด่ะ ขนาดคนที่ทำงานอยู่ยังร้อนๆ หนาวๆ เลย แล้วอัตราการว่างงานละ ?? ความเชื่อมั่นของคนในประเทศเราล่ะ ?? Private consumption ล่ะ ??
S-Social : สังคม… เอาละ ตอนนี้เทรนด์ตลาดกำลังมาทางไหน ถ้าเป็นยุคก่อนปี 40 ที่ Finance ดังๆ ละก็ โอโห เรียน การเงินจบมาเหอะ มีงานทำ....เอาแล้วปัจจุบันล่ะ ?? จากสภาวะสังคมตอนนี้ อาชีพที่ยังคงได้รับความนับถือก็คือ แพทย์ แต่ว่า ภาคธุรกิจล่ะ ?? แนวโน้มตอนนี้ทางสังคมกำลังแห่กันไปเรียน บริหารธุรกิจที่ทุกมหาลัยเปิดมากขึ้นหรือเปล่า ??
เอ้ามีอีกๆ ปีนี้ประชากรเกิดเยอะหรือน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ?? สมมติ ปีที่แล้วเกิด 3 ล้าน บัณฑิตจบสาขาเดียวกับเรา 3 หมื่น แต่ปีนี้คนเกิดเยอะกว่าเดิืมเป็น 5 ล้าน ถ้าตามสัดส่วนก็น่าจะจบสายเดียวกับเราเพิ่มขึ้น 5 หมื่น เอ้า แล้วปีที่แล้วที่จบมาสามหมื่นอ่ะ ได้งานแค่ 10% แล้วปีนี้จะเหลือเรอะ ?? เอ่างี้ บัณฑิตคณะบริหารก็จบมามากขึ้นเด่ะ ?? ชิบหายละ การแข่งขันสูงขึ้นเด่ะ ?? แล้วทำไงอ่ะ ?? คิดต่อเด่ะคับพี่น้องคับ
T-Technology : เทคโนโลยี … อันนี้ดูเหมือนสายเทคนิคนะ แต่ไม่ใช่ !! มันก็คือ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น การสมัครงาน Online แล้วSocial Network Marketing ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ล่ะ ? มันได้ประโยชน์อย่างไรในการสมัครงาน ?? มันทำให้เราเข้าถึงคนได้หมายขึ้น อันหมายถึง รู้จักกับคนในบริษัทที่เราสนใจ เพื่อสืบข้อมูล insight ด้านภาวะต่างๆ ของบริษัทนั้นได้หรือเปล่า ??
Market Analysis
การวิเคราะห์ตลาด ซึ่งก็คือ ตลาดแรงงาน และ ตลาดหางาน จริงๆ มีลึกกว่านี้ แต่อยากให้วิเคราะห์แค่ว่า สภาวะการแข่งขันของตลาดมีสูงหรือน้อย ?? ในปีนี้ บัณฑิตจบใหม่มีกี่คน ?? อำนาจการต่อรองระหว่างตัวเรา และ บริษัทที่เราไปสมัครมีมากแค่ไหน ?? คู่แข่งของเราปีนี้เป็นไง ?
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ บัณฑิตที่จบปี 2553จะได้รับผลกระทบจากคนที่จบแล้วเรียนต่ออังกฤษ กันใหญ่ เนื่องจากสภาวะการหางานที่ยาก ทำให้ นอกจากจะต้องแข่งกับเพื่อนร่วมรุ่นแล้ว ยังต้องแข่งกับ บัณฑิตที่เพถิ่งจบโท อังกฤษ มาอีก !! แต่ถ้าเรามีคุณภาพดี จบที่ดี เกรดดี สาขาดี ความสามารถรอบด้านดี ก็สบาย อ่อ ใช้การวิเคราะห์ (Five force Model) ช่วยเหลือในการวิเคราะห์สภาวะตลาดแล้วกัน
SWOT Analysis – การวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน
Strenght : คือจุดแข็งของเราที่คิดว่า มีดีกว่า นักศึกษาคนอื่น ! (ทุกคนมีดี ทุกคนสร้างจุดแข็งได้ หาให้เจอก็พอ) จริงๆ เราควรจะหาให้เจอเพราะขั้นตอนต่อไปคือการหยิบจุดแข็งของเราขึ้นมาชูให้ HR จดจำได้ตรึงจุดแข็ง อันจะนำมาซึ่ง Positioning ของตัวเรา เช่น จุดแข็งของเราคือ การเรียนรู้เร็ว ดังนั้น เราจะใส่ใน RESUME ว่าเราเป็น Proactive & Fast-Learner Marketer ! เท่ห์เปล่าละ
Weakness : จุดอ่อนที่เราด้อยกว่าคนอื่น (เกรดเหรอ ?, กิจกรรมทำน้อยกว่า?, หน้าตาแย่กว่า?) เราต้องพยายามหาทางเลี่ยงการพูดถึงจุดอ่อน หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนจุดอ่อนของเราให้เป็นจุดแข็งได้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าจุดอ่อนเราึคือ เกรดเฉลี่ย 2.75 ซึ่งพอดีกับเกรดขั้นต่ำที่เค้าต้องการ ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเสริมเพิ่มมาตรงนี้ คือ การชูเรื่องกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ และชูขึ้นมาในเรื่องความคิดที่หลากหลายและสร้างสรรค์ มาแทนผลของการเรียนอันเกิดจากการท่องจำ
Opportunity : โอกาสที่เกิดขึ้น (การหา Opportunity ต้องคิดเสมอว่า มันเป็นผลกระทบจากภายนอกที่ทำให้เกิดโอกาสในการได้งานของเรา รวมไปถึง คู่แข่งของเราคนอื่นๆ ด้วย ! ex.เช่น ช่วงนี้บริษัทกำลังต้องการผู้มีความสามารถด้านวิศวกรรม เพราะเทรนการขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดโอกาสแก่เด็กวิศวะทุกหมู่เหล่า) ตรงนี้ถ้ามองเห็นโอกาส อย่าช้า รีบไปหาความรู้หรือองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ซะ
Threats : อุปสรรค ตรงข้ามกับ Opportunity เลย เช่น Hamburger Crisis ที่ทำให้เรา ชิบหายทุกหมู่เหล่า หรือไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของการส่งออกก่อให้เกิดการชะลอตัวในยอดขาย ส่งผลต่อ กำไรน้อยลง จึงต้องลด Cost ด้วยการลด size หรือว่าอุปสรรคในแง่ของ ภาวะความผันผวนทางการเมือง บลา บลา บลา....
เอาล่ะ ส่วนของการวิเคราะห์หมดลงแล้ว ต่อไปสำหรับตอนหน้าเรามาต่อกันในส่วนของกลยุทธ์ที่เหลือกับ STP Segmentation Targeting และ Positioning รวมไปถึง กลยุทธ์ Marketing Mix 4P’s ของเราด้วยครับ
edit @ 1 Dec 2009 22:37:14 by Born2Bee