Jobs fair

posted on 22 Oct 2009 14:59 by markethink

เห็นผมจั่วหัวอย่างนี้ ไม่ได้ประชาสัมพันธ์มหกรรมการหางานแต่อย่างใดนะพี่น้อง...

แต่ผมมีมุมมองเรื่อง jobs fair ต่างออกไป

ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนเคยต้องไปเหยียบงานนี้ซักครั้ง ในมือขวาถือ Resume มือซ้ายถือโบรชัวร์ ในกระเป๋ามีรูปถ่าย จิตใจสอดส่องหาสถานที่ที่เหมาะสมกับการเติบโตและก้าวหน้าในอนาคตการงานของเรา

แต่รู้ไหม ผมว่านะ...

การสมัครงานที่ jobs fair โอกาสที่จะได้งาน มีน้อยกว่าการยื่น ใบสมัครโดยตรงซะอีก

คุณเชื่อผมไหมล่ะ ??

มาคิดกันเล่นๆ ดีกว่า.....สมมตินะครับสมมติ  สมมติเป็นนักศึกษา

เป้าหมาย : ได้งานดีๆ กับบริษัทดีๆ เงินเดือนดีๆ ชื่อเสียงดีๆ
สิ่งที่พกติดตัวไปด้วย : Resume ถ้าไม่มี ก็กรอกใบสมัครตรงนั้นก็ด้ะ
เมื่อเข้าไปถึง Jobs fair สิ่งแรกที่จะทำ: มองหาบริษัทในดวงใจ แล้วเดินไปที่ Booth นั่นก่อน
สิ่งถัดมาละ : วาง Resume ให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ใครเรียกก็เอาก่อนละวะ)

สมมตินะครับสมมติ  สมมติผมเป็นHR

เป้าหมาย: เอาวะ เสียเงิน เสียแรงงาน เสียเวลามาจัดบู๊ททั้งที อยากได้พนักงานดีๆ มีเกรดสวยๆ ซัก 3 ขึ้น มหาลัยดังนิดๆ จบมาตรงสาย กิจกรรมพอได้
ถ้าไม่มีเข้าข่ายเลยละ ?? : งั้นขอเก็บ RESUME กับใบสมัครไว้เผื่อมีตำแหน่งว่างๆจะได้พิจารณาในโอกาสหลังละกัน

เอาละ สมมติว่านักศึกษาทุกคน และ HR ทุกท่านคิดตรงกัน

นั่นหมายความว่า บริษัทดังๆ จะถูกหย่อนด้วย Resume จำนวนมหาศาล จากความหวังของนักศึกษาหลายคน แต่ในขณะที่บริษัทเล็กๆ จะถูกหย่อน Resume ในฐานะตัวสำรอง หรือ Resume เหลือแต่ไม่อยากทิ้งลงถังขยะก็ทิ้งมันที่กล่องรับสมัครละกัน

จากสภาพดังกล่าวนี่คือชีวิตของ นักศึกษาเกรด 3 up มหาลัยดี กิจกรรมเด่น

เมื่อวานบริษัท xxx โทรมาละ นัดให้ไปสัมภาษณ์ โห่ แต่เราว่ายังบริษัทนี้ไม่โดนอ่ะ ไม่อยากทำที่นี่ทำไหร่หรอก แต่อ่ะไหนๆ ก็ไหนๆ โทรมาเป็นที่แรกก็ไปหน่อย แต่รู้ไหม 2-3 วันถัดมา บริษัท yyy โทรมาเรียกด้วยละ โห สุโค่ยยย ต้องไปให้ได้ นี่วันนี้มาอีกละ บริษัท zzz ใหญ่พอๆ กัน เอาเป็นว่า สัมภาษณ์ให้หมดก่อนละ ที่ไหนเรียกค่อยว่ากันทีหลัง (เพี้ยง !! ขอให้ yyy รับด้วยเถ๊อะ ++)

มาดูชีวิตของ HR กันบ้าง

ฉันเดินกลับบริษัทพร้อมกับ Resume นับพัน !! แมร่งเงินเดือนก็ไม่เยอะ เวลาก็ไม่มี OT ไม่ได้ เอาวะ ต้องมีสกรีนซักหน่อยจะได้เหลือน้อยๆ เริ่มจาก เกรด กับ มหาลัย มันนั่นแหล่ะ ใครต่ำกว่า 3 ทิ้งโลด !!

ต่อไปโทรนัดสัมภาษณ์ทีละคนเนี่ยแหล่ะ....รอบแรกผ่านไป รอบสองผ่านไป

สัมภาษณ์มาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายละ เอาวะ กุเอาคนนี้ชัวร์ๆ

“ฮัลโหล น้องลุง เหรอคะ (อินเทรนด์มะ) ยินดีด้วยนะคะ พี่เลือกน้องเข้าทำงานแล้ว น้องรบกวนมาเซ็นสัญญาวันจันทร์หน้าด้วยนะคะ”

“เอ่อ....พี่ครับ คือ ผมได้งานเป็น วิศวกร ที่ BTS แล้วละครับต้องขอโทษด้วยครับ”

ผ่างงงง !!! ในวินาทีสุดท้าย มันดันไปเลือกบริษัทที่ใหญ่กว่า....ชิบหัยละ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน แล้วไอคนที่เราไม่เลือก ให้ตกไปรอบๆ แรกๆ มันคงไปได้ที่อื่นละ .....ไม่เหลืออะไรเลย.....

เจ๊งครับ เจ๊ง

ถ้างั้น แล้วผมว่า Jobs Fair เนี่ย มันมีนัยยะยังไงล่ะ ??

ตามมุมมองของผม ถ้าให้ผมแนะนำนักศึกษาที่กำลังจะเดินไป Jobs Fair นั้น จง “อย่าคาดหวัง” กับการถูกเรียกสัมภาษณ์และรับเข้าทำงาน เนื่องจาก ถ้าน้องไม่โดดเด่นจริงๆ แล้วละกัน มันยากมากที่บริษัทจะเลือกเข้าทำงาน เพราะแน่นอนว่า เกือบทุกคนจะได้หย่อน Resume ลงไปยังบริษัทชื่อดัง การแข่งขันก็สูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงภายในที่บริษัท เกิดเปลี่ยนใจไม่รับพนักงานเนื่องด้วย Economic downturn อีก

ผมว่าส่วนใหญ่ที่หลายองค์กรมาปรากฎตัวเองให้เห็นใน jobs fair นั้น มาเพื่อทำ “Corporate Marketing” มากกว่าครับ มาทำให้เรารู้จักบริษัทของเค้า ว่าทำอะไร มีอะไร 

สำหรับองค์กรที่โด่งดังอยู่แล้ว อาจได้เพิ่มในเรื่องของส่วน Branding และ ค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จต่อการที่จะได้นักศึกษาคุณภาพ เพราะอะไร?? เพราะพวกเค้าเหล่านั้น ที่ Corporate Brand ที่ดีในฐานะ “Employer” ไงครับ

ฉะนั้นแล้ว พูดง่ายๆ ว่า Job fair ในยุค Economic Downturn อย่างนี้ มีแนวโน้มที่จะใช้เป็นการ “ประชาสัมพันธ์องค์กร” มากกว่า “หาพนักงาน” และใช้เก็บ “ข้อมูล” ของนักศึกษาที่มี Potential มากกว่าครับ

สรุปแล้ว การที่จะสมัครงานหรือหางานดีๆ ซักแห่งทำ การ Walk-in เข้าไป มีแนวโน้มที่จะได้งานทำมากกว่า การหย่อน Resume ใน Jobs Fair ครับ เพราะมันแสดงให้เห้นถึง Intension ในการจะเข้าทำงานมากกว่า อีกทั้ง เรายังสบายใจในการเลือกองค์กรที่เราชื่นชอบอีกด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ “โชค” และ “จังหวะ” ก็สำคัญไม่แพ้กันในการหางาน

ตอนหน้าจะมาพูดถึง วิธีใช้หลัก Marketing ในการสมัครงานกันครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet